'เอเชียแปซิฟิก' กับเดิมพัน Net Zero 1.7 พันล้านล้านบาท ทางรอดปฏิรูปสีเขียว

06 พฤษภาคม 2569
'เอเชียแปซิฟิก' กับเดิมพัน Net Zero 1.7 พันล้านล้านบาท ทางรอดปฏิรูปสีเขียว
  • การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของเอเชียแปซิฟิก เป็นเดิมพันทางเศรษฐกิจครั้งสำคัญ โดยมีโอกาสสร้างมูลค่าได้ถึง 1.7 พันล้านล้านบาท แต่หากล่าช้าอาจเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล
  • การลดคาร์บอนในอนาคตต้องมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนขึ้น เช่น เชื้อเพลิงแห่งอนาคต (ไฮโดรเจน), แร่ธาตุวิกฤติ, แบตเตอรี่ และการปฏิรูปอุตสาหกรรมหนัก
  • ประเทศไทยเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเลื่อนเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 และเตรียมบังคับใช้กฎหมายโลกร้อนซึ่งรวมถึงภาษีคาร์บอน
  • ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ ช่องว่างด้านการลงทุน ซึ่งภูมิภาคต้องการเงินทุนรวมถึง 79-89 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว

ท่ามกลางวิกฤติสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APAC) กำลังยืนอยู่บน "ทางแยก" ครั้งสำคัญ รายงานล่าสุด "Accelerating Net-Zero: Critical Opportunities in Asia Pacific’s Climate Policy" โดย ดีลอยท์ (Deloitte) ชี้ให้เห็นว่า หากภูมิภาคนี้สามารถบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้สำเร็จ จะเป็นการปลดล็อกขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลถึง 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 พันล้านล้านบาท) ภายในปี พ.ศ. 2613 หรือสร้างการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นถึง 7.5%

แต่ในทางตรงกันข้าม หากนโยบายยังล่าช้า และไร้ทิศทาง APAC อาจเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจสะสมถึง 96 ล้านล้านดอลลาร์ และ GDP จะหดตัวลง 5.5% ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือ "สงครามเศรษฐกิจ" รูปแบบใหม่ที่ไทยและเพื่อนบ้านต้องเผชิญ

คลื่นลูกที่ 2 เมื่อ ‘พลังงานสะอาด’ อย่างเดียวไม่พออีกต่อไป

ที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านเน้นไปที่การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และกังหันลม ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำไปแล้ว แต่รายงานฉบับนี้ระบุว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ "Next Wave of Decarbonization" หรือคลื่นลูกที่สองซึ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิม โดยเน้นไปที่ 4 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

  1. เชื้อเพลิงแห่งอนาคต (Future Fuels): ไฮโดรเจนสะอาด และแอมโมเนียจะเป็นกุญแจสำคัญของอุตสาหกรรมหนักและการบิน คาดว่าความต้องการไฮโดรเจนใน APAC จะพุ่งแตะ 236 ล้านตันในปี พ.ศ. 2593 แต่ปัจจุบันต้นทุนยังสูงกว่าฟอสซิลถึง 3-10 เท่า
  2. แร่ธาตุวิกฤติ (Critical Minerals): ลิเทียม นิเกิล และโคบอลต์ กลายเป็น "น้ำมันยุคใหม่" ความต้องการลิเทียมจะพุ่งขึ้น 9 เท่า ท่ามกลางความเปราะบางของโซ่อุปทานที่จีนเป็นผู้คุมตลาดใหญ่
  3. แบตเตอรี่ (Batteries): หัวใจหลักของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV และความมั่นคงของโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Stability) ซึ่งตลาดนี้จะเติบโตถึง 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี พ.ศ.2573
  4. การปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม (Industrial Transformation): อุตสาหกรรมเหล็ก และเคมีภัณฑ์ใน APAC ปล่อยคาร์บอนเกือบ 40% ของภูมิภาค การปรับปรุงเทคโนโลยีในส่วนนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตแบบถอนรากถอนโคน

ส่องกลยุทธ์ ‘ไทย’ จากผู้ตามสู่ผู้รุก ในสมรภูมิ Net Zero

ประเทศไทยไม่ได้นิ่งเฉย ข้อมูลจาก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ วิจัยกรุงศรี ระบุว่าไทยกำลังยกระดับเพดานเป้าหมายให้เข้มข้นขึ้นเพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน อย่าง ร่นเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้น จากเดิมที่เคยประกาศที่ COP26 ว่าจะบรรลุ Net Zero ในปี พ.ศ.2608 ล่าสุดไทยได้วางแนวทาง (Roadmap) ใหม่เพื่อขยับเป้าหมายให้เร็วขึ้นสู่ปี พ.ศ.2593 เพื่อสอดรับกับความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ยังมี พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. โลกร้อน) ไทยเตรียมบังคับใช้กฎหมายนี้ในปี พ.ศ.2569-2570 ซึ่งจะรวมถึง "ภาษีคาร์บอน" (Carbon Tax) และ "การซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก" (ETS) เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับมาช่วยภาคเอกชนปรับตัว และแผนพลังงานแห่งชาติ (NEP 2024) เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 50% ภายในปี พ.ศ.2580 และส่งเสริมเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และโรงไฟฟ้า

ความเหลื่อมล้ำของการลงทุน ช่องว่างที่ต้องถมด้วยเงิน 80 ล้านล้าน

ปัจจุบัน APAC ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 60% ของโลก และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้น ดีลอยท์ชี้ว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือ "ช่องว่างเงินลงทุน" ภูมิภาคนี้ต้องการเงินลงทุนรวมถึง 79-89 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี พ.ศ.2593 หรือต้องเพิ่มการลงทุนรายปีจาก 8.4 แสนล้านดอลลาร์ ในปัจจุบัน เป็น 2.3 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี พ.ศ.2573

คริสโตเฟอร์ เวิร์ธเลย์ หุ้นส่วนอาวุโสของดีลอยท์ เอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่า "รัฐบาลต้องเลิกมองว่าเรื่องนี้เป็นภาระ แต่ต้องมองเป็นโอกาสในการสร้างตลาดใหม่" โดยเสนอให้ใช้กลไกราคาคาร์บอนสร้างรายได้ของรัฐ ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าภาครัฐใน APAC ได้ถึง 4 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปอุดหนุนโครงการนวัตกรรมสีเขียว

ภาครัฐ และเอกชนต้อง ‘เต้น’ ไปในจังหวะเดียวกัน

การเปลี่ยนผ่านสีเขียวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทางรอด" ของเอเชียแปซิฟิก และประเทศไทย หากไทยสามารถปรับโครงสร้างภาษี สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Green Finance) และสร้างมาตรฐานความร่วมมือในภูมิภาคได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตจากวิกฤติโลกร้อน แต่จะเป็นผู้คุมบังเหียนเศรษฐกิจใหม่ที่มีมูลค่า 50 ล้านล้านดอลลาร์นี้อย่างยั่งยืน


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.